Whois Domain คืออะไร

ตุลาคม 4th, 2010

Whois อ่านออกเสียงว่า Who-is คือ บริการที่ไว้เช็คตรวจสอบข้อมูล ของผู้ถือครอง หรือเจ้าของโดเมน ว่าผู้ใดเป็นเจ้าของ

รายละเอียดที่ Whois สามารถตรวจสอบได้

- สถานะของโดเมน ว่า ยังมีผู้ถือครองอยู่หรือไม่

- วันที่เริ่มจดโดเมน

- วันหมดอายุของโดเมน

- ชื่อ-สกุล

- ที่อยู่ บ้านเลขที่ แขวง เขต จังหวัด

- อีเมล์ที่ใช้ติดต่อ

- เบอร์โทรศัพท์ เบอร์โทรสาร

หากเป็น Domain ที่เพิ่งทำการจดใหม่ หากใช้ Whois เพื่อดูข้อมูลและตรวจสอบ อาจยังไม่ปรากฎข้อมูลในทันที เพราะบางครั้งต้องใช้เวลาเพื่อรอการ Update ข้อมูลของ Domain

SPAM MAIL คืออะไร และมีวิธีป้องกันอย่างไร

กันยายน 6th, 2010

เชื่อว่าใครๆต่างก็รู้จักกับคำว่า SPAM หรือ อ่านเป็นภาษาไทยว่า สแปม แล้วก็เชื่ออีกว่า หลายๆคนคงรู้สึกรำคาญ เป็นอย่างมาก งั้นเรามาดูความหมายของคำว่า SPAM กันก่อน

SPAM (สแปม) คือ การส่งข้อความถึงผู้ที่ไม่ต้องการรับ ก่อให้เกิดความรำคาญ ละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว และผิดกฏหมาย ลักษณะของสแปม คือ ไม่ปรากฏชื่อผู้ส่ง (Anonymous) ส่งโดยไม่เลือกเจาะจง (Indiscriminate) และ ส่งได้ทั่วโลก (Global) การ SPAM มีทั้ง การสแปมเมล์ (Spam Mail) และ การสแปมเว็บบอร์ด ( Spam Web Board )

ทีนี้มาดูความหมายของ Spam Mail (สแปมเมล) คือ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ส่ง (ซึ่งมักจะไม่ปรากฏชื่อและที่อยู่ของผู้ ส่ง) ได้ส่งไปยังผู้รับอย่างต่อเนื่องโดยส่งจำนวนครั้งละมากๆและมิได้รับความ ยินยอมจากผู้รับ โดยการส่งสแปมเมล์ นั้นอาจมีวัตถุประสงค์ในเชิงพาณิชย์หรือไม่ก็ได้

ปัจจุบันนี้ มีการ SPAM อยู่หลายรูปแบบด้วยกัน เช่น SPAM ข้อความตามเว็บไซต์และเว็บบอร์ด , SPAM MAIL , SPAM HI5 แต่สิ่งที่แต่ละคนพบเจอเป็นประจำแทบทุกวันก็คือ  SPAM MAIL ซึ่งจะเห็นได้ทุกวัน เวลาเช็คMail เราจะได้เห็น E-Mail ซ้ำๆ ที่ส่งมา โดยเป็นข้อความแบบเดิมซ้ำๆ ทุกวัน โดยผู้ส่งมักเป็นคนที่เราไม่รู้จักด้วยซ้ำ

สาเหตุที่เกิด SPAM ขึ้นมา ก็คงมีต้นเหตุมาจากการโปรโมทเว็บไซต์ของตนเอง หรือโปรโมทสินค้าต่างๆ เพื่อให้เป็นที่รู้จัก เพื่อช่วยให้เกิดผลดีทางการตลาด ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น และยังไม่รวมถึง บุคคลที่ทำ SEO แบบผิดวิธี หรือ ที่เรียกว่า Black Hat อีกด้วย สิ่งเหล่านี้ล้วนมีสาเหตุที่ทำให้เกิดการ SPAM ขึ้นมา ซึ่ง การ SPAM ยังมีทั้งแบบ SPAM ด้วยมือบุคคลเอง และ การใช้โปรแกรมในการทำ SPAM อีกด้วย

ส่วนสาเหตุที่ทำให้เราได้รับ SPAM MAIL ก็มักจะเกิดจากการใช้ E-Mail ของเราเองไปสมัครตามเว็บไซต์ต่างๆ หรือเอา E-Mail ไปใช้ด้านอื่นๆผ่านสื่อ INTERNET ก็ตาม แล้วถูกพวกทำ SPAM ไปเซฟ E-Mail ของเรามา

แนวทางการแก้ไข สำหรับผู้ที่เกิดความรำคาญและอยากหลีกเลี่ยง SPAM MAIL ที่พอจะทำได้ ก็คือ

- การพยายามไม่ทิ้ง E-Mail ไว้ตามเว็บไซต์ทั่วไปโดยไม่จำเป็น หรืออาจมีการตั้ง Option ในการซ่อน E-Mail ก็สามารถช่วยได้

- การเลือกใช้ E-Mail อย่าง G Mail ที่สามารถกรอง SPAM ได้ดีกว่าหลายๆผู้ให้บริการ E-Mail

- สำหรับองกรณ์ ออฟฟิศ หรือสำนักงานใหญ่ๆ ที่มีการเช่าระบบ Mail Server ก็ต้องเลือกผู้ให้บริการที่ดี น่าเชื่อถือ มีระบบ ANTI SPAM MAIL ที่ดี ที่สามารถกรอง SPAM ได้สูงที่สุด

แนะนำคุณสมบัติ Log Server ที่ดี

สิงหาคม 20th, 2010

คุณสมบัติ CENTRALIZED LOG SERVER ที่ดี ควรประกอบด้วยคุณสมบัติดังนี้

1. มีระบบพิสูจน์การมีตัวตนของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ (User Authentication)

2. มีระบบจัดการและเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไม่ต่ำกว่า 90 วัน (Traffic Data Log file Management)

3. รองรับการจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้ที่ศูนย์กลาง (Centralized Log หรือ Log Archiving)

4. มีระบบ Firewall ป้องการบุกรุกจากผู้ไม่หวังดี (Firewall Packet Filtering and Redirect)

5. มีระบบ Proxy Server รองรับโปรโตคอล Http, POP3, FTP, SFTP, SMTP, SNMP, DNS, Syslog

6. บริหารจัดการระบบผ่าน Browser โดยเข้าผ่านระบบ Web Base Control Panel

7. สามารถกำหนดเวลาให้ตรงกับเวลาจริงโดยอิงเวลาสากล (Global Time Synchronization)

8. สามารถจัดการผู้ใช้งานในเครือข่ายได้ (User / Group Management)

9. สามารถบริหารความเร็วอินเทอร์เน็ต กำหนดอัตรา Upload-Download รายกลุ่มหรือรายบุคคลได้ (Traffic Shaping)

10. สามารถกรองข้อมูล (Content Filtering Module) หรือ บล็อคเว็บไซต์ตามรายการ (URL Blacklist ) พร้อมระบบอัพเดตอัตโนมัติ (Subversion control Auto Update)

11. สามารถป้องกันการค้นหาคำไม่เหมาะสม (Content Keyword Blacklist module)

12. ระบบการจัดเก็บข้อมูลแบบดัชนี (Index Data) ทำให้ค้นหาข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็ว (เทคโนโลยีเดียวกับ Search Engine ชั้นนำระดับโลก) สามารถเรียกดูผลรายงานได้ง่าย โดยจัดเก็บข้อมูลได้จากคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ทุกระบบปฏิบัติการ

13. มีระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลการจราจรทางคอมพิวเตอร์ที่ทำการจัดเก็บในระบบด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ สามารถนำไปใช้เป็นหลักฐาน และไม่สามารถแก้ไขข้อมูลได้ตามข้อกำหนดของพระราช บัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ดังต่อไปนี้
- การเข้ารหัสข้อมูล เพื่อป้องกันการเปิดข้อมูลขึ้นมาแก้ไข
- ระบบย่อและบีบอัดข้อมูลโดยอัตโนมัติ (Log Compression) ช่วยให้ประหยัดพื้นที่จัดเก็บข้อมูล
- ระบบตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลว่าไม่ได้มีการทำการแก้ไข (hashing)

14. สามารถรองรับการทำ Report ได้หลายรูปแบบ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละองค์กร ทั้ง Manual report , Schedule Report และ Custom Report ได้

15. สามารถรองรับการ Export ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ออกมาได้ โดยที่ข้อมูลมีความถูกต้อง ครบถ้วน และไม่มีการแก้ไข ตามข้อกำหนดพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 กำหนด

16. รองรับข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ จาก Log ประเภทต่างๆ ได้ ดังต่อไปนี้
- Operation System : Windows, Linux, AIX, HP, SUN, Unix
- Database: DB2, Informix, MS-SQL, Oracle, Sybase
- Application: IIS, RSA , SAP
- Mail: Lotus Note, Exchange, Sendmail, QMail, Postfix (Header Only)
- All Syslog format

Smart Log Server

มิถุนายน 18th, 2010

Log Server

พัฒนาบนระบบปฏิบัติการ FreeBSD ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อบริการงานที่มีขนาดใหญ่ และมีปริมาณมาก (Internet heavy Load) มีความปลอดภัยและความเสถียรภาพสูงกว่าระบบปฏิบัติการอื่น ๆ โดยทีมพัฒนาของ SERVERTODAY ประเทศไทย ได้รวบรวม โปรแกรมที่จำเป็นต่างๆ มาพัฒนาต่อยอดเพื่อให้เหมาะสมและรองรับกับ พรบ.คอมพิวเตอร์ 2550 อีกทั้งยังมี User Interface ที่ผู้ใช้งานสามารถเข้าใจและใช้งานได้ง่าย  ดูแลรักษาง่าย  ผสมผสานกับความแข็งแกร่งของ FreeBSD  ทำให้ได้ระบบที่ครอบคลุมสอดคล้องกับทุกความต้องการ

** ระบบปฏิบัติการ FreeBSD เป็นระบบปฏิบัติการ Unix ตระกูลหนึ่งที่พัฒนาโดยมหาวิทยาลัย California , Berkeley CA USA .

ความสามารถหลักของโปรแกรม

-   ระบบ จัดการและเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ (Log Management)

-   ระบบ พิสูจน์การมีตัวตนของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ (User Authentication)

-  สามารถ กำหนดเวลาให้ตรงกับเวลาจริงโดยอิงเวลาสากล (Global Time Synchronization)

-  รอง รับระบบเครือข่ายแบบมีสาย และไร้สาย (WiFi)

-  ระบบ จัดการผู้ใช้งานในเครือข่าย (User / Group Management)

-  สามารถ บริหารความเร็วอินเทอร์เน็ต (Traffic Shaping)

-  ระบบ กรองข้อมูล (Content Filtering Module)

-  สามารถบล็อกเว็บตามรายการ (URL Blacklist ) และบล็อกคำ (keyword)ไม่เหมาะสม

-   ข้อมูลสรุปสถานะการทำงานของ (Summary Status)

-  ระบบ Firewall และ ระบบจัดการพร็อคซี่ (HTTP Proxy)

-   สามารถ ติดตั้ง Module ที่ต้องการเพิ่มเติมได้ (Easy Installation Module)

-  สามารถ จำกัดเวลา ในการใช้งานของผู้ใช้แต่ละคนได้ และจำกัดสิทธิ์ในการใช้งานเพียง 1 Account ในเวลาเดียวกัน

WordPress คืออะไร

มิถุนายน 11th, 2010

WordPress เป็นโปรแกรมสำหรับทำบล็อก พัฒนาด้วยภาษา PHP และใช้งานร่วมกับฐานข้อมูล MySQL ภายในสัญญาอนุญาตใช้งานแบบ GNU General Public License

WordPress มีการใช้งานที่ง่าย มีความยืดหยุ่นสูง เป็นที่นิยมของบล็อกเกอร์ทั่วโลกรวมทั้งชาวไทยด้วยเช่นกัน มีผู้พัฒนาปลั๊กอิน และธีม (รูปแบบการแสดงผล) ให้เลือกใช้แบบฟรี ๆ อยู่เป็นจำนวนมาก

นอกจาก WordPress รุ่นปกติแล้ว ยังมี WordPress MU อีกรุ่นหนึ่ง ที่ไว้ให้ผู้ใช้นำไปเปิดเป็นผู้ให้บริการพื้นที่ทำเว็บบล็อก เว็บสำเร็จรูป ที่ผู้ใช้ทั่วไปสามารถมาสมัครเพื่อสร้างเว็บบล็อค  เป็นเว็บสำเร็จรูปของตนเองได้

WordPress นี้พัฒนาต่อยอดมาจาก b2\cafelog ที่พัฒนาโดย Michel Valdrighi และชื่อ WordPress นี้ก็ได้มาจากการแนะนำของ Christine Selleck ซึ่งเป็นเพื่อนกับหัวหน้าทีมพัฒนา นั่นคือ Matt Mullenweg โดยปรากฏโฉมครั้งแรกในปี 2546 ซึ่งเป็นความร่วมมือกันระหว่าง Matt Mullenweg และ Mike Little เพื่อที่จะสร้าง fork ของ b2

ในปี 2547 บริษัท Six Apart ผู้พัฒนา Moveable Type ได้มีการคิดค่าใช้งาน ทำให้ผู้ใช้หันมาใช้ WordPress กันเป็นจำนวนมาก

WordPress  มีบริการ application 3  แบบ ดังนี้

1. WordPress.com

เป็นบริการให้พื้นที่ blog ฟรี และหากอยากได้พื้นที่เพิ่ม ก็สามารถจ่ายเงินเพิ่มได้ สำหรับตัวนี้ ไม่ต้องลงโปรแกรมเอง แค่สมัครผ่านเว็บไซต์ก็ใช้ได้เลย รูปแบบ url ที่ได้ ก็จะเป็นรูปแบบที่เรียกว่า ซับโดเมน (subdomain)

ข้อดีของการใช้บริการจาก wordpress.com คือ ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเช่า host เพราะทาง WordPress.com ให้เราฟรี 3 GB. ก่อนแล้ว

แต่ก็มีข้อจำกัดอื่น ๆ เช่นไม่สามารถปรับแต่ง CSS เพื่อปรับ layout ให้เป็นแบบที่เราต้องการได้อย่างสุด ๆ แบบนี้เหมาะสำหรับคนที่ ไม่สนใจที่จะปรับแต่งมากมาย แค่อยากเขียนเฉย ๆ เพราะใช้ได้ทันที ไม่ต้องใช้เทคนิค ในการทำเว็บ เยอะมากนัก

แต่สำหรับคนที่เขียนจนเก่งแล้ว หรืออยากปรับแต่งขึ้นมา หรืออยากใช้โดเมนของเราเอง ทาง wordpress.com ก็มีบริการเสริม เพื่อให้เราใช้บริการ ซื้อพื้นที่เพิ่ม ซื้อการชี้โดเมนมาที่ blog ของเราใน WordPress.com เป็นต้น

2. WordPress.org

เป็นโปรแกรม ให้เรามาติดตั้งเองในเว็บโฮสติ้งของเรา สามารถดาวน์โหลดโปรแกรมนี้ได้ที่ wordpress.org

เหมาะสำหรับผู้ที่มีความรู้ เรื่องการติดตั้งโปรแกรม และฐานข้อมูลบ้างนิดหน่อย เพราะว่าการติดตั้งโปรแกรม WordPress ก็ไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องทางเทคนิคมากนัก เรียกได้ว่าติดตั้งง่ายนั่นเอง

WordPress แบบนี้สามารถปรับแต่งดีไซน์ หรือเลือก theme ใหม่ ๆ มาใส่ได้เองตลอดเวลา

ข้อจำกัดจะขึ้นอยู่กับจำนวนพื้นที่ ที่เราเช่าไว้ กับทางบริษัท Web Hosting นั่นเอง เหมาะมากสำหรับคนที่ชอบปรับแต่งโน่นแต่งนี่ตลอดเวลา

3. WordPress Mu

เป็นโปรแกรม ให้เราเอามาติดตั้งเองในเว็บโฮสติ้ง ของเราเช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่า WordPress Mu จะเป็นการให้บริการ WordPress ให้คนทั่วไปเข้ามาเขียน

อธิบายง่าย ๆ ก็คือ ตัวโปรแกรม WordPress Mu นั้น สามารถทำให้เรา เป็นผู้ให้บริการพื้นที่ blog เหมือน WordPress.com นั่นเอง แต่การติดตั้ง จะค่อนข้างยากสักหน่อย ใช้เทคนิคการปรับแต่ง server เข้ามาช่วย หากต้องการใช้ function บางอย่าง

ที่มา xirbit.com

pirun.kps.ku.ac.th

PHP-Nuke หมายถึง

มิถุนายน 10th, 2010

PHP-Nuke เป็นซอฟท์แวร์ฟรีภายใต้เงื่อนไขของ GNU/GNL ซึ่งสามารถดาวน์โหลดโปรแกรมมาใช้งานได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ
PHP-Nuke จัดอยู่ในโปรแกรมประเภท “ระบบจัดการเนื้อหา (บนเว็บไซต์)” หรือ CMS (Content Management System) เว็บสำเร็จรูป ที่พัฒนาด้วยภาษา PHP ตามสโลแกนของ PHP-Nuke ที่ว่า “Advanced Content Management System “ โดยจะรวบรวมเครื่องมือที่ใช้ในการสร้างเว็บสำเร็จรูปไว้ให้ทั้งหมด และเพียบพร้อมไปด้วยคุณสมบัติต่างๆที่มาพร้อมกับการติดตั้ง รวมทั้งโมดูลที่มีคุณภาพที่พัฒนามาจากทั่วทุกมุมโลก และสามารถประยุกต์นำไปใช้งานในรูปแบบอื่นๆได้อีก อาทิเช่น
• ระบบอินทราเน็ต(Intranet )ขององค์กร
• ระบบพาณิชย์อีเลคโทรนิกส์ (e-commerce)
• ระบบเว็บท่า (Web portals)
• ระบบการศึกษาทางไกล(e-learning )
• เว็บไซต์ที่เป็นแหล่งข้อมูลข่าวสาร (information)
• บริษัทออนไลน์ (online companies)
• บริการข่าวสาร (news agencies) หรือโฆษณาประชาสัมพันธ์ (public agencies)
• และอื่นๆ…
PHP-Nuke มีเครื่องมือที่ใช้ในการจัดการของตัวเอง โดยใช้โปรแกรม PHP และ MySQL และทำงานได้ดีบนโปรแกรมเว็บเซิร์ฟเวอร์อย่าง Apache และมีหลายๆโมดูลที่สามารถใช้งานร่วมกันกับโปรแกรมหรือภาษาอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น Javascript, Java, Flash รวมทั้งยังรองรับสื่อรูปแบบต่างๆผ่านเว็บไซต์ไม่ว่าจะเป็น เสียง (Sounds) และภาพยนตร์ (films) ในลักษณะของ streaming mode (วิทยุออนไลน์ (Online Radio), ทีวีออนไลน์(TV Online), รูปภาพ(Images), ไฟล์(Files)…)
การปรับแต่งไม่ว่าจะเป็นทางด้านกราฟิกหรือบางส่วนของโปรแกรมขึ้นอยู่กับความ สามารถของนักออกแบบ(web designer) หรือโปรแกรมเมอร์(programmer) มีหลายๆ PHP-Nuke เว็บไซต์ที่อาจจะดูเหมือนๆกัน เป็นเพราะว่าไม่มีเวลา หรือยากเกินไปทางด้านเทคนิคในการปรับแต่ง ซึ่งความจริงแล้วการรู้จักดัดแปลงสิ่งต่างๆที่มีอยู่ เป็นวิธีที่ง่ายกว่าการทำสิ่งใหม่ๆขึ้นมา สำหรับเว็บไซต์ของเราโดยเฉพาะ

รายละเอียดเพิ่มเติม http://www.krusong.com/2010/05/02/

Joomla คืออะไร

มิถุนายน 1st, 2010

Joomla” เป็นโปรแกรม open source ที่เป็นระบบบริหารจัดการเนื้อหาเว็บไซต์สำเร็จรูป (Web Content Management Systems: CMS) ซึ่งถูกพัฒนาด้วย PHP และใช้ฐานข้อมูลของ MySQL ในการเก็บข้อมูล มีเทคนิคการเขียนโปรแกรมขั้นสูงภายใต้มาตรฐาน XHTML สามารถทำงานได้หลายแพลตฟอร์มที่รองรับ PHP และ MySQL ทั้งนี้ Joomla ได้ถูกพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องจากทีมพัฒนาที่มีอยู่ทั่ว และเนื่องจากการพัฒนา Joomla ที่มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันมีเครื่องมือเสริมหลายตัวที่ช่วยในการนำไปใช้สร้างเว็บไซต์ได้หลายประเภทมากขึ้น อาทิ การสร้างเว็บไซต์เชิงพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Commerce การสร้างเว็บท่า (Portals) การสร้างเว็บไซต์เพื่อใช้เป็น Community และเว็บไซต์ประเภทอื่นๆ หลากหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับการประยุกต์ใช้

ประสิทธิภาพและความสามารถของ Joomla!

• อัพเดทเว็บไซต์ด้วยข่าว บทความ และรูปภาพ

• ง่ายต่อการสร้างเนื้อหาของคุณด้วยเมนู เช่น ผลิตภัณฑ์ > ฮาร์ดแวร์ > เครื่องเล่นดีวีดี หรือ

ผลิตภัณฑ์ > ฮาร์ดแวร์ > เครื่องเล่นซีดี

• อัพโหลด MS Word, MS Excel และ Acrobat PDF เพื่อให้ดูเอกสารได้

• จัดการ Banner เช่น โฆษณา

• สร้างโพล (แบบสำรวจ)

• จัดการเว็บลิงค์

• จัดการ FAQ

• จัดการข่าวที่อยู่ในรูป flash

• จัดการกับ multi media flash, และไฟล์รูปภาพ .jpg, pif, bmp และ .png

• จัดการกับการป้อนข่าวจากแหล่งข่าวที่มาจากเว็บไซต์ต่างๆ

• จัดการกับ contact และ อีเมล์ จากหน้าต่างๆ

• ให้ระดับการเข้าถึงข้อมูล (access) กับผู้ใช้

• จัดการหน้า Archive

• จัดการ components, modules และ templates ที่พัฒนาขึ้นมาเพิ่มเติม

ที่มา http://www.reo06.net

Mambo คืออะไร

มิถุนายน 1st, 2010

Mambo เป็นระบบการจัดการข่าวสารบนเว็บไซต์สำเร็จรูปหรือ Web Content Management Systems (CMS) ซึ่งเป็นระบบการจัดการข่าวสาร (content) ที่สามารถทำงานได้บนบราวเซอร์ และสามารถทำการอัพเดตเว็บสำเร็จรูปของคุณผ่านอินเทอร์เน็ตได้โดยที่ไม่ต้องอาศัยโปรแกรมในการออกแบบเว็บไซต์แม้แต่นิด เพียงคุณอยู่บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ก็สามารถที่จะปรับปรุงข่าวสารบนเว็บไซต์ให้สามารถมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลาได้ นอกจากนี้ยังสามารถปรับปรุงข่าวสารจากสมาชิกของเว็บไซต์ของคุณ ผ่านหน้าเว็บไซต์ของ Mambo ลักษณะการทำงานเหล่านี้เป็นการประมวลผลบนเครื่องแม่ข่ายหรือ Server Processing ซึ่ง Mambo เป็นระบบที่พัฒนาจากโปรแกรมภาษา PHP (Personal Home Page) และเชื่อมโยงกับฐานข้อมูล MySQL สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพบนระบบปฏิบัติการ แบบ Unix , Linux , FreeBSD , Linux TLE

ต้นกำเนิด Mambo

Mambo ถือกำเนิดที่ประเทศออสเตรเลีย โดยบริษัท Miro International ถือเป็นการให้กำเนิดของ Mambo แต่ยังเป็นการพัฒนาในรูปแบบของซอฟแวร์ที่เป็นลิขสิทธิ์ของบริษัท ต่อมา Miro International ได้ทำการแจกจ่ายซอร์สโค้ด ของ Mambo และเป็นการประกาศใช้งาน Mambo Open Source อย่างเป็นทางการ เดิมที่นั้นการใช้ชื่อและการใช้งานนั้น ใช้คำว่า “Mambo Open Source” หรือเป็นที่รู้จักของบรรดาผู้ใช้งานชื่อย่อ ๆว่า MOS (เอ็ม โอ เอส)

สัญลักษณ์ของ mambo

เครื่องหมายดอกจันทน์สีส้มเป็นสัญลักษณ์ของ Mambo ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในวงการของ Open Source และผู้ใช้งาน Mambo

คุณสามารถใช้งาน mambo ได้หรือไม่

Mambo เป็น CMS ที่มีความสะดวกและง่ายต่อการใช้งาน การติดต่อกับผู้ใช้งานทั้งหมดแบบ Graphic User Interface (GUI) ที่มีการทำงานคล้ายกับที่การที่คุณใช้งานระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ที่เป็นที่แพร่หลายในปัจจุบันทำให้ง่ายต่อการเรียนรู้และการใช้งาน ข้อแนะนำสำหรับผู้ใช้งานควรมีพื้นฐาน

สำหรับคนที่มีพื้นฐานด้านการออกแบบเว็บไซต์มาก่อน

•  พื้นฐานการใช้งานคอมพิวเตอร์เบื้องต้น

•  มีพื้นฐานด้านการออกแบบเว็บไวต์

•  พื้นฐานด้านการเขียนโปรแกรมแบบการประมวลผลบนเครื่องแม่ข่าย

•  คำสั่งคอมพิวเตอร์ประเภท Unix หรือ ระบบปฏิบัติการ Open Source

บุคคลที่มีทักษะข้างต้นจะสามารถเรียนรู้ Mambo ได้ค่อนข้างเร็วและสามารถปรับแต่งคุณสมบัติของ Mambo ในส่วนของโครงสร้างระบบได้ แต่ก็มิได้หมายถึงว่าบุคคลทั่วไปไม่สามารถใช้งาน Mambo ได้ ซึ่งข้อดีของ Mambo คือการออกแบบให้ง่ายต่อการใช้งาน

สำหรับคนที่มีพื้นฐานคอมพิวเตอร์เบื้องต้น

•   สนใจการออกแบบเว็บไซต์

•   มีความพยายามในการใช้งาน CMS ที่มีความสามารถหลากหลาย

•   มีพื้นฐานคอมพิวเตอร์เบื้องต้น

•   สามารถใช้งาน โปรแกรม Browser ทั่วไป ได้

•   มีความสนใจการใช้งาน ซอฟแวร์บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

•   สนใจในการค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์และเทคนิคต่าง ๆ ของเทคโนโลยี บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

ซึ่งที่ได้กล่าวมา เราจะเห็นได้ว่าไม่ว่าบุคคลใดก็ตาม ทั้งเคยออกแบบเว็บไซต์และยังไม่เคยออกแบบเว็บไซต์แต่มีความสนใจในการออกแบบเว็บไซต์ และสนใจศึกษาค้นคว้าการทำงาน ของเว็บสำเร็จรูป เพื่อประหยัดเวลา และลดกระบวนการในการเขียนโปรแกรม ย่อมสามารถสร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปด้วย mambo ตามเนื้อหาที่ตนสนใจได้ แลเร็จในระยะเวลาอันสั้น

ตัวอย่าง เว็บ Membo

ที่มา http://www.sv.ac.th

ประเภทของ CMS ในการสร้าง website

เมษายน 30th, 2010

• Blogs – บล็อก หรือ เว็บบล็อก (weblog) เป็นเว็บประเภทหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในสื่อสารรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการประกาศข่าวสาร การแสดงความคิดเห็น การเผยแพร่ผลงาน ฯลฯ (เหมือนกับ What’s new? นั่นแหละ) และกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยขณะนี้ได้มีผู้ให้บริการบล็อกมากมาย ทั้งแบบให้บริการฟรี และเสียค่าใช้จ่าย โดยคำว่า blog ย่อมาจากคำว่า  weblog หรือ web log ซึ่งคำว่า weblog นั้นก็มาจาก web (เวิลด์ไวด์เว็บ) และ log (ปูม, บันทึก) รวมกันหมายถึง บันทึกบนเวิลด์ไวด์เว็บ นั่นเอง ตัวบล็อกนั้นจะออกแบบมาให้สามารถใช้งานได้ง่ายไม่จำเป็นต้องใช้ความรู้ทางด้าน HTML มากนัก เนื่องจากมีการออกแบบเครื่องมือให้เป็นแบบ WYSIWYG editor (what you see it what you get) ซึ่งเครื่องมือที่ดูและเข้าใจง่าย ๆ คล้ายกับเครื่องมือหรือสัญลักษณ์ในโปรแกรมการพิมพ์งานทั่วๆ ไป ทำให้ผู้ที่สร้างเอกสารสามารถทำได้ด้วยความรวดเร็ว

• E-Commerce (อีคอมเมิร์ซ) – เป็น CMS ส่วนของการทำร้านค้า Online สามารถที่จะใช้ในการซื้อของ ซึ่งสามารถที่จะเพิ่มรายการสินค้า ราคา ทำหน้าร้านได้ กำลังได้รับความนิยมขึ้นมาเรื่อยๆ

• E-Learning – เป็น CMS ที่ใช้ในการทำงานสื่อการเรียนการสอน หรือ CAI แต่สามารถที่จะทำเป็นระบบ online ได้ เหมาะสำหรับนักเรียน ครู อาจารย์ หรือสถานศึกษาต่างๆ สามารถสร้างแบบทดสอบต่างๆ ได้ แต่ในบ้านเรายังไม่แพร่หลายนัก เนื่องจากคนที่ทำต้องมีความรู้ในเรื่องของเว็บไซต์และการจัดการเนื้อหาอยู่พอสมควร

• Forums (กระดานข่าว) – เป็น CMS ที่ใช้ในการตั้งกระทู้ถามตอบปัญหาหรือทำเป็นชุมชนต่างๆ โดยจะมีการแบ่งเป็นหัวข้อหรือหมวดต่างๆ ตามความสนใจของผู้เข้าชม ซึ่งส่วนมากแล้วตัวForums นี้มักจะไปผูกกับตัว CMS อื่นๆ เข้าไว้ด้วยกัน แต่ในขณะเดียวกันนั้นผู้ใช้งานก็สามารถที่จะติดตั้งใช้งาน Forums แบบเพรียวๆ ก็ได้เหมือนกัน

• Groupware – เป็น CMS ที่ออกแบบมาเพื่อที่จะช่วยการทำงานในองค์หรือหน่วยงานให้มีความสัมพันธ์กัน และมีความรวดเร็วในการทำงาน สามารถที่จะช่วยเหลือกัน สามารถทำงานเป็นทีมและควบคุมการทำงานได้ โดยการทำงานก็จะผ่านระบบเน็ตเวิร์คหรืออีเมลล์หรือระบบเว็บออนไลน์ซึ่งการติดต่อสื่อสารนั้นก็จะสามารถติดติดได้เป็นกลุ่มๆ หรือเฉพาะบุคคลก็ได้ พร้อมทั้งข้อมูลที่ต้องการแจ้งสามารถใช้เป็นรูปภาพ  ข้อความ หรืออื่นๆ ได้ แล้วแต่ว่าความสามารถของ Groupware  CMS จะทำได้ขนาดไหน

• Image Galleries (อัลบั้มภาพ) – เป็น CMS ที่กำลังได้รับความนิยมอีกตัวหนึ่งเลยก็ว่าได้โดย CMS ประเภทนี้จะใช้ในการจัดการอัลบั้มภาพหรือทำ Galleries ก็จะมีฟังก์ชันในการใช้งานโดยการแบ่งเป็นหมวดหมู่ของภาพ สามารถกำหนดขนาดภาพ ขนาดไฟล์ หรือบางตัวสามารถที่จะทำการย่อภาพลงมาตามที่กำหนดได้เอง หรือทำเป็น Thumbnail ก็ได้

• Portals (CMS) – เป็น CMS ที่เป็นหน้าตาหลักของเว็บไซต์เลยก็ว่าได้ ซึ่งการทำงานนั้นก็อาจจะทำงานด้วยตัวของมันเองได้ แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถที่จะเอาตัวอื่นๆ เข้ามารวมผนวกเพิ่มไปได้ เช่น CMS ตัวนี้ก็จะมีส่วนของการจัดการเนื้อหาอยู่ แต่ก็จะมี Forums (กระดานข่าว) หรือImage Galleries (อัลบั้มภาพ) ผนวกเข้าไปด้วยเพื่อทำให้ผู้ใช้งานนั้นสามารถใช้งานได้สะดวกมากยิ่งขึ้น

• วิกิ (Wiki) คือ เว็บไซต์ที่อนุญาตให้ผู้ใช้ เพิ่มและแก้ไขเนื้อหาได้โดยง่าย เหมือนกับการเขียนบทความร่วมกัน คำว่า “วิกิ” นี้ ยังสามารถใช้หมายถึงซอฟต์แวร์ที่ใช้เพื่อสร้างเว็บไซต์ดังกล่าวอีกด้วย ลักษณะของตัววิกิจะออกไปแนวสารานุกรมหรือแหล่งความรู้จำนวนมากๆ มากกว่า โดยจะเป็นการระดมความเห็นจากหลายๆ คนมาใช้งาน ซึ่งตัวอย่างของไทยก็สามารถเข้าไปดูได้ที่  http://th.wikipedia.org

ที่มา   http://e-learning.yru.ac.th

วิธีการเปลี่ยนชื่อโดเมนเป็นภาษาไทย

เมษายน 28th, 2010

วิธีการเปลี่ยนชื่อโดเมนเป็นภาษาไทย

แบบ  IE

1.  ไปที่ Address Bar ของ Browser ในช่องกรอก URL  พิมพ์ชื่อโดเมนที่จะแปลงลงในช่อง  URL

2. กด  Enter  จะได้ชื่อภาษาไทยเป็นรหัส ASCII

3.  นำตัวอักษรที่ได้ตั้งแต่  xn-………  ยกเว้น  .com  ไปจดโดเมน

4.  ดำเนินตามขั้นตอนการจดโดเมน

แบบ  Firefox

1.  ไปที่ Address Bar ของ Browser ในช่องกรอก URL  พิมพ์ชื่อโดเมนที่จะแปลงลงในช่อง  URL

2.  กด  Enter  จะได้ชื่อภาษาไทยเป็นรหัส ASCII


3.  นำตัวอักษรที่ได้ตั้งแต่  xn-………  ยกเว้น  .com  ไปจดโดเมน

4.  ดำเนินตามขั้นตอนการจดโดเมน